การประชุมวิชาการเรื่อง “พิการไม่โดดเดี่ยว ตอน ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม” ในงานสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ 2 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา เวทีวิชาการในครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเป็นการถอดบทเรียน และหาแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมในการดูแล รวมไปจนถึงความช่วยเหลือคนพิการในยามที่เกิดภัยพิบัติ จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่ผ่านมานั้นมีศูนย์อพยพที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแล
คนพิการจากภาคเอกชนและภาคประชาชนเพียงไม่กี่แห่ง โดยเฉพาะในส่วนของภาครัฐเองนั้นแทบจะไม่มีมาตรการรองรับ และช่วยเหลือคนพิการ
ผู้พิการทางสายตา – นายกิตติพงษ์ สุทธิ ตัวแทนจากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยกล่าวว่า”สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดสำหรับผู้พิการทางสายตาคือ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารในการเตรียมการอพยพเมื่อเกิดภัยพิบัติ ถึงแม้จะได้ยินเสียงหากแต่ไม่สามารถอ่านตัวอักษรที่วิ่งขึ้นหน้าจอได้เพราะไม่มีการสื่อสารผ่านเสียง หรือการแจ้งให้อพยพหรือแจ้งให้เตรียมการรับมือกับภัยพิบัติ ขึ้นมาเป็นกราฟฟิคหรือเป็นตัวอักษรก็จะทำให้พลาดข้อมูลส่วนนั้นไป ทั้งนี้สมาคมคนตาบอดได้ทำการเปิดสายด่วน 1414 เพื่อช่วยประสานและรับข้อมูลและให้ความช่วยเหลือกับคนพิการทางด้านสายตาอย่างถูกวิธีด้วย”
ผู้พิการทางการได้ยิน : ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) คิดค้นรูปแบบการให้บริการคนพิการทางการได้ยินด้วยระบบล่ามภาษามือออนไลน์หรือศูนย์ TTRS ก็ได้นำระบบการให้บริการของศูนย์ฯมาปรับเพื่อให้ความช่วยเหลือคนพิการทางการได้ยินในยามวิกฤติ โดย ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล ตัวแทนศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) บอกเล่าถึงการทำงานของศูนย์ในการช่วยเหลือคนพิการเมื่อครั้งเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่ผ่านมาว่า “ ปัญหาของการช่วยเหลือผู้พิการทางการได้ยินคือต้องมีล่ามในการสื่อสารและอำนวยความสะดวกให้ซึ่งสถานการณ์ น้ำท่วมที่ผ่านมานั้นบ้านของล่ามภาษามือเองก็โดนน้ำท่วมจึงทำให้มีล่ามไม่เพียงพอต่อการต้องการความช่วยเหลือของคนพิการทางการได้ยิน จึงแก้ปัญหาด้วยการย้ายล่ามที่โดนน้ำท่วมมาไว้ที่ส่วนกลางและคอยประสานความช่วยเหลือ พร้อมกับสื่อสารกับคนพิการผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตออนไลน์ โดยคนพิการทางการได้ยินสามารถสื่อสารกับล่ามผ่านทางอินเตอร์เน็ตของศูนย์เราได้ว่าต้องการความช่วยเหลือมากน้อยแค่ไหนอย่างไร นอกจากนี้แล้วเรายังมีเบอร์กลางที่จะให้ผู้พิการซึ่งเป็นผู้ประสบภัยส่งข้อความเข้ามาที่ศูนย์เพื่อทราบพิกัดในการที่จะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
สุเมธ พลคะชา : ตัวแทนจากมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เปิดศูนย์อพยพให้กับผู้พิการอย่างครบวงจร เล่าถึงการทำงานในการดูแลผู้ประสบภัยว่า “ศูนย์พระมหาไถ่เป็นโรงเรียนที่ต้องดูแลคนพิการอยู่แล้ว เมื่อทราบข่าวน้ำท่วมก็ปรึกษากันและเปิดศูนย์เพื่อให้คนพิการเข้ามาพักพิงอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมีความพร้อมด้านสถานที่ทั้งทางลาด สำหรับการเข็นรถวีลแชร์
มีเบลบล๊อคที่คอยบอกทางสำหรับผู้พิการทางสายตา นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากท้องถิ่นโดยการส่งอาสาสมัครเพื่อเข้ามาดูแลคนพิการด้วย ทำให้การดูแลสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบด้วย ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือศูนย์เราจะทำการประเมินการทำงานของศูนย์ด้วยว่าาสามารถรับคนพิการ ประเภทไหนบ้าง บางประเภทที่เกินจากการดูแลของศูนย์ที่ไม่สามารถดูแลได้ก็ต้องปฏิเสธไป”
เวทีวิชาการในครั้งนี้ได้นำบทเรียนของการจัดการภัยพิบัติจากภาคีเครือข่ายที่ได้ร่วมกันสะท้อนมาถอดบทเรียนเพื่อเป็นข้อเสนอและแนวทางในการจัดการภัยพิบัติที่ชัดเจนอาทิ รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องสร้างความเท่าเทียมในการดูแลโดยไม่เลือกปฏิบัติต่อคนพิการ รวมถึงควรมีการกำหนดเรื่องการจัดการภัยพิบัติสำหรับคนพิการให้เป็นวาระแห่งชาติ และควรมีการสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีแผนในการจัดการภัยพิบัติโดยให้คนพิการเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ทั้งนี้เสนอให้มีการบรรจุเรื่องการจัดการภัยพิบัติและการช่วยเหลือคนพิการในแผนพัฒนาท้องถิ่นด้วย
รายการอ้างอิง: Thai PBS NEWS. รายงานพิเศษ. 2 เมษายน 2555. สืบค้นข้อมูลวันที่ 3 เมษายน 2555